สงสารนักเรียนมากค่ะ ในระบบของโรงเรียนขยายโอกาสแบบนี้ จะหาครูที่จบตรงสาขามาสอนนั้นยาก เท่าที่มี ก็ต้องเวียนกันสอน ปีนี้ได้รับหน้าที่สอนเพิ่ม วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ ด้วยที่ว่าครูตรงนี้ย้ายไป แล้วก็ยังไม่สามารถหาครูมาสอนได้ จึงจำเป็นต้องแบ่งร่างและสมองอันไม่มีทักษะด้านนี้มาเลย ต้องมาสอน เฮ่อ  สงสารเด็ก เครียดตรงที่เราจะทำอย่างไรให้เขาได้ความรู้เต็มๆๆ 
วันแรกที่เขาสอนชั่วโมงนี้  เราก็พูดกันนักเรียนเลยว่า ครูไม่ถนัดเลยนะค่ะ แต่ครูสัญญาว่าครูจะค้นคว้าและพยายามหาความรู้ตรงนี้มาให้ นักเรียนใจดีมาก บอกว่าไม่เป็นไรค่ะ เรียนตามหนังสือก็ได้ เราเริ่มพร้อม ๆ กันก็ได้ค่ะคุณครู ได้ยินคำนี้แล้ว สะท้อนใจเหลือแสน พวกเรา(ครู นักเรียน) เลยเปิดสารบัญในหนังสือ ดูเรื่องที่จะเรียนอ่านกันแล้วอ่านกันอีก ครูก็สรุปว่า
ครู : เอางี้ไหม  หนูอยากเรียกเรื่องไหนก่อน ว่ามา (แบบให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้)
นักเรียน : ครูค่ะ เอาบทที่ 19 ก่อนเลยค่ะ (มันมี 19  บทจบ)
ครู : โอเค พอจบนี้เราสอบ ตัดเกรดเลยเนอะ
นักเรียน : ฮากันตรีม
ผ่านมาแล้ว 3 สัปดาห์ เรื่องที่พวกเขาเลือกกันมาเรียน คือ เทคนิคการแสดงละคร (คิดดูเถอะไม่ได้จบการแสดงซะหน่อย อีฉันครูคอมพิวเตอร์) ในเมื่อเขาเลือก เราก็ต้องสอน สาระการเรียนรู้ของบทนี้ เกี่ยวกับ องค์ประกอบที่สำคัญของละคร  ละครสร้างสรรค์ ก็จะพูดถึง องค์ประกอบที่สำคัญของละคร ไม่ว่าจะเป็น บรรยากาศ เนื้อเรื่อง ลักษณะของตัวละคร บทสรุป ก็ว่ากันไป กิจกรรมที่เราสนุกและคิดได้ในเวลานั้น คือ ทำอย่างไรให้เขาได้ใช้กระบวนการกลุ่ม ในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน (ฮะอะ แล้วครูก็คิดออก) กิจกรรมนี้ ให้นักเรียนจับคู่สองคน เขียนบทละครขึ้นมา 1 เรื่อง โดยมีหัวข้อต่อไปนี้ 
1.ชื่อเรื่อง
2.โครงเรื่องของบทละคร
3.ตัวละคร(ชื่อตัวละคร)
4.ลักษณะนิสัยของตัวละคร
5.บทบาทของตัวละคร
6.การดำเนินเรื่อง
7.จุดจบของเรื่อง
8.ฉาก(สถานที่)
9.ข้อคิดหรือแนวคิดที่ได้
ปรากฏว่าให้เวลานักเรียนทำงานชิ้นนี้ 1 สัปดาห์ สรุปว่าผลงานออกมาเป็นที่ พอใจ หลังจากได้อ่านบทละครของแต่ละกลุ่มแล้ว ส่วนตัวครูแล้วประทับใจ 1 เรื่อง(พรุ่งนี้จะเอามาขึ้นให้ได้อ่านค่ะ) จากการได้ร่วมกันทำงานจากลุ่มย่อย ได้ให้เขาได้คิด ได้สร้างสรรค์จิตนาการ ผ่านการเขียนหนังสือ ใครจะเชื่อละค่ะว่า เด็ก ๆ เขาก็ทำกันได้ จากนั้นกิจกรรมต่อไป คือ จากกลุ่มย่อยครูก็เริ่มขยายให้กลุ่มนั้นใหญ่ขึ้น โดยแบ่งสมาชิกในห้อง เป็น 3 กลุ่ม โดยเฉลี่ยเท่า ๆ กันทั้งชายและหญิง จากนั้น เขียนชื่อเรื่องของแต่ละกลุ่มลงกระดาษ ทำการจับฉลาก เลือกชื่อเรื่องบทละครกัน สนุกก็ตรงที่ ต่างคนก็ต่างลุ้นว่า ใครจะโชคดีได้เรื่องที่ตัวเองเขียน มาแสดงเป็นละครสั้นใช้เวลา 1 ชั่วโมง โดยมีเพื่อนในกลุ่มเป็นนักแสดง เป็นผู้กำกับ เป็นผู้เขียนบท ฯลฯ นักเรียนทุกคนในกลุ่มต้องแบ่งหน้าที่กัน สมาชิกทุกคนในกลุ่มต้องได้ทดลองแสดงบททุกบท เพื่อคัดเลือกตัวละครที่เหมาะสมที่สุด  อีกกิจกรรมหนึ่งคือ ต้องแต่งเพลงประกอบละครของตัวเองด้วย(ยากไปปะนี่) แต่คุณเชื่อไหม ว่าเด็ก ๆ เขามหัศจรรย์จริง ๆ เขาทำได้ หมดเวลาการสอน
พักเที่ยงครูนั่งทานข้าวที่ห้องมองหน้าต่าง เห็นนักเรียนจับกลุ่มกัน ร้องเพลง แสดงท่าทาง สะบัดสะบิ้ง ต่าง ๆ นานา แล้วพากันหัวเราะ คนที่อยู่ในห้องอย่างเรา ทำได้คือ ยิ้มอย่างมีความสุข อย่างน้อยตลอดเวลา 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าครูจะทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ แต่ครูก็ดีใจเหลือเกินที่ ลูกศิษย์เหล่านี้ได้พยายามที่จะเรียนรู้ และร่วมมือทำกิจกรรมทุกอย่าง ขอบคุณนะจ๊ะเด็ก ๆ

พรุ่งนี้นะค่ะเพื่อนๆ จะนำเรื่องที่ บอกว่าเขาเขียนได้น่าประทับใจมาให้อ่าน เป็นเรื่องของคนชนเผ่า ค่ะ

 

 

Comment

Comment:

Tweet

I guess that to receive the <a href="http://goodfinance-blog.com/topics/mortgage-loans">mortgage loans</a> from banks you must have a good motivation. But, once I have got a term loan, just because I wanted to buy a bike.

#8 By TurnerKathrine (31.184.236.16) on 2011-12-20 07:31

มันทำให้มีความรู้สึกว่า คุณมีความเป็นครูจริงๆขึ้นมา การเรียนรู้ร่วมกันนั่นแหละ ทำให้เด็กๆชอบ และเกิดการเรียนรู้ด้วยกันอย่างรวดเร็ว ขอชื่นชมนะครับทีมีครูดีๆอย่างคุณ
ขอชื่นชม และเป็นกำลังใจต่อไปนะครับ และขอเอาแนวความคิดใน blog นี้ไปเผยแพร่เพิ่มเติมนะครับ

#7 By หนุ่มลักยิ้ม (210.1.31.28) on 2011-09-28 23:04

confused smile

เอาน่า คุณครู สู้ๆ

#4 By ღ。Nahmfonღ。 on 2010-06-26 12:38

ไปได้สวยครับ สำหรับความคิดตั้งตนของคุณครูและเด็ก ๆ ขอฝากแนวคิด (ไม่แน่ใจว่าจะใช้ได้รึไม่) การที่คุณครูและเด็ก ๆ เริ่มต้นด้วยการร่วมคิด ร่วมทำเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ ที่อยากแทรกกความคิดไว้ก็ตรงที่ ถ้าเริ่มต้นจากสิ่งที่เป็นตัวตน วัฒนธรรม วิถีชีวิตของเด็ก ๆ เริ่มจากสิ่งที่อยู่ไกล้ตัวของพวกเขา แล้วให้เขามองออกไปไกลตัว เช่นให้เขาได้ร่วมคิด วิเคราะห์ว่าวิถึฃีวิต วัฒนธรรมที่เป็นของตัวเองและชุมชน มีจุดอ่อน แข็งอย่างไร มีอะไรที่ทำให้เปลี่ยนไป จะรักษา รึอนุรักษ์อะไรไว้ จะปรับเปลี่ยนอะไร มุ่งสอนให้เขาเห็นตัวตน รักวิถีชุมชน รู้วิธีที่จะตั้งรับและดำรงวัฒนธรรมของตนเองให้คงอยู่อย่างไร เหล่านี้เป็นต้น ผมคิดว่าน่าจะเป็นอะไรที่ดีนะครับ คงไม่ดูเป็นเรื่องไรสาระนะครับ แล้วจะติดตามผลงานคุณครูครับ ดีใจ ที่มีครูแบบนี้ในสังคม เอาใจช่วยครับ แวะผ่านมาเจอโดยบังเอิญ ขออภัยที่เข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ เอาใจช่วยคุณครูครับ - คน รู้น้อย

#3 By ขอคิดด้วยคนครับ (125.27.252.160) on 2010-06-25 21:22

จะรออ่านค่ะครูbig smile

#2 By โต๊ะคิ้งส์ on 2010-06-24 12:32

เห็นคุณครูยิ้ม นักเรียนก็มีความสุขนะคะ^^

#1 By เจ้าพลอย on 2010-06-23 21:51